บทเรียนจาก "สมุด" และ "ดินสอ"

posted on 27 Dec 2012 00:06 by mean-ing in DiarY, LifE directory Diary, Idea



  คุณเคยไปไหนมาไหนแล้วเห็นผู้หญิงอวบคนหนึ่ง นั่งเขียนหนังสือเร็วๆ บนรถเมล์หรือที่นั่งข้างทางบ้างรึเปล่าคะ?
  ถ้าเคย...ไม่แน่ว่าคนที่คุณเห็นอาจเป็นฉันก็ได้ค่ะ :)

  ฉันเป็นผู้หญิงบ้าๆ คนหนึ่ง ที่นอกจากจะอ่านได้ทุกที่แล้ว ยังเขียนได้ทุกที่อีกด้วย
  หลายครั้งเวลาที่ฉันก้มหน้าก้มตาลากปลายดินสอกดลงบนกระดาษในสมุดเล่มหนา หางตาฉันจะเห็นคนข้างๆ หรือคนที่เดินผ่านไปมามองฉันอย่างฉงนสนเท่ห์เสมอ
  ฉันไม่รู้หรอกค่ะว่าพวกเขาคิดอะไรอยู่...
  ถ้าเป็นคุณ เห็นภาพนั้น คุณคิดยังไงคะ?

  ต้องยอมรับว่า หลังจากก้าวสู่โลกแห่งการทำงานในสายอาชีพนักข่าว (ที่ฉันไม่เคยคิดเลยว่าจะได้ทำ) ปฏิสัมพันธ์ระหว่างฉันกับดินสอและสมุดโน้ตก็น้อยลงมาก
  ดินสอกดด้ามโปรดของขวัญวันเกิดจากเพื่อนสนิท ถูกแทนที่ด้วย ปากกาสีสันสดใสที่ได้รับตอนไปงาน
  สมุดกระดาษสีน้ำตาลที่เคยจดทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในห้วงความคิด กลายร่างเป็นสมุดโน้ตเล่มเล็กพอดีมือที่ได้จากงานต่างๆที่ไปเช่นกัน
  และบางครั้งบางครา(ที่เรียกได้ว่าบ่อยครั้ง)ที่ต้องส่งข่าวด่วนผ่านเครือข่ายอินเตอร์เน็ต อุปกรณ์ในมือก็จะกลายเป็นสมาร์ทโฟน และอากัปกิริยารัวปลายนิ้ว เพื่อส่งประเด็นข่าวให้ทันท่วงที

  นั่น...คือสิ่งที่เกิดขึ้นเสมอยามที่ต้องออกไปทำข่าวตามงานอีเวนท์ต่างๆ 
  ยิ่งนักข่าวสายบันเทิงที่ต้องเจ๊าะแจ๊ะกับเพื่อนนักข่าวสำนักอื่นบ่อยๆ พูดคุยเพื่อ keep in touch กับเหล่าพีอาร์ที่ต้องทำงานเกื้อหนุนกัน หรือเช็คและตามข่าวต่างๆอยู่ตลอดเวลาด้วยแล้ว 
  สมาร์ทโฟนถือเป็นตัวเลือกที่สะดวกที่สุด จึงไม่แปลกถ้าคุณจะเห็นนักข่าวบันเทิงตามอีเวนท์ก้มหน้าก้มตากดบีบีหรือจิ้มไอโฟนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
  ไม่ใช่เราช่างเม้าท์แต่อย่างใด เพราะส่วนมากมันเป็นงานจริงๆ

  พอชีวิตประจำวันเป็นเช่นนั้น ทำให้สมุดเล่มโปรดแทรกตัวซ่อนอยู่ด้านในสุดของกระเป๋าอย่างเงียบๆ ดินสอที่เคยคุ้นก็นอนแอ้งแม้งอยู่ก้นกระเป๋าจนฝุ่นจับ
  น่าสงสารจริง...

  หลังจากเริ่มคุ้นชินกับการทำงานจนทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ทั้งยังจัดเวลาเพื่อหลายสิ่งหลายอย่างในชีวิตได้เป็นอย่างดีแล้ว 
  สิ่งของในกระเป๋าที่คว้าไปทำงานด้วยทุกวันจึงถูกเทออกมาแแล้วพิจารณาความจำเป็นของแต่ละอย่างอีกครั้งในรอบหนึ่งเดือน (รู้นะว่ามีคนไม่เคยจัดกระเป๋าที่ถือไปทำงานทุกวันอ่านอยู่ อย่ามาทำซึนเดเระ! ;))

  ฉันดึงสมุดสีน้ำตาลเล่มเก่าพร้อมดินสอกดสีสวยที่สนิทสนมกันดีออกมาวางไว้
  ตอนนั้นเองที่ฉันเห็นแววตาหลากความรู้สึกของทั้งสอง...พวกเขากระซิบเบาๆ บอกฉันว่า
  "คิดถึงเธอจัง"
  ...
  คุณพระ! ฉันลืมสัมผัสของเธอทั้งสองไปได้อย่างไรกันนี่! (เวอร์แล้วเนอะ พอดีกว่า :))


  
  ฉันไม่คิดเลยว่าตัวเองจะลืมความรู้สึกแสนวิเศษที่ได้ขีดเขียนอะไรสักอย่างลงบนหน้ากระดาษไปได้
  สัมผัสของหน้ากระดาษที่ปลายนิ้วและฝ่ามือ
  เสียงของดินสอยามกดลงสร้างตัวอักษรประกอบเป็นเรื่องราวหรือวาดภาพต่างๆนานา
  กลิ่่นคาร์บอนจากไส้ดินสอที่ทำให้เสพติดการเขียนด้วยดินสอมาจนถึงทุกวันนี้
  ช่วงเวลาที่ความคิดไหลออกจากสมองสู่สองมือขีดเขียนลงบนกระดาษ

  ฉันผิดจริงๆที่ลืมเลือนมันไป
  ลืมสองสิ่งที่...อยู่เป็นเพื่อนกกันมาตลอกในทุกช่วงเวลาของชีวิต
  ลืมสองสิ่งที่...ช่วยบันทึกเรื่องราวดีร้ายมากมายตลอดมา
  ลืมสองสิ่งที่...อยู่ด้วยกันมานานแสนนานและหวังว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป
  ลืมสองสิ่งที่...ทำให้ฉันเป็นได้อย่างทุกวันนี้

  ด้วยชีวิตการทำงานในเมืองหลวงอันแสนเร่งรีบ ราวทุกวินาทีมีบางอย่างจะคร่าชีวิตเราให้ล้มหายตายจาก ทำให้เราลืมสิ่งสำคัญหลายอย่างในชีวิต
  และนั่นรวมไปถึงคนสำคัญด้วย

  "แหม...จะเข้าเรื่องราวว่าทำอะไรก็อย่าลืมคนในครอบครัวล่ะสิ เบสิกไปเปล่า" 
  อาจมีบางคนที่อ่านมาถึงตรงนี้คิดอย่างนี้ก็ได้ (ถ้ามีคนอ่านถึงนะ - -)

  แต่ไม่ค่ะ ฉันไม่ได้พูดถึงแค่ครอบครัว หรือจะเป็นเพื่อนหรือแฟนด้วย (ยิ่งอย่างหลังยิ่งไม่พูดถึง หาไม่ได้ ไม่มีสักที - -)
  แต่แค่จะบอกว่าสิ่งที่ฉันได้เรียนรู้จากการหลงลืมบางอย่างในชีวิตมันทำให้รู้สึกว่าชีวิตขาดหายไปจริงๆ

  ฉันใช้เวลาช่วงหนึ่งในชีวิตของฉันรีบ, เร่ง และหมดไปกับการทำอะไรบางอย่างที่ดูจะมีค่ามีความหมายสำหรับคนอื่น
  จนฉันลืมไปว่าฉันทำสิ่งที่มีค่ามีความหมายให้ตัวเองเมื่อไหร่กัน
  ความทรงจำในช่วงชีวิตที่อยู่กับความรวดเร็วของทุกสิ่งทุกอย่างรอบกายมันช่างว่างเปล่า ขาดสีสัน และไร้ซึ่งเรื่องราว

  แน่นอนว่าสิ่งสำคัญสำหรับฉันอย่างสมุดและดินสอ คนสำคัญสำหรับฉันอย่างครอบครัวและเพื่อนยังคงอยู่ข้างๆไม่ได้หนีหายไปไหน 
  แต่จะมีประโยชน์อะไรถ้าเรื่องราวในชีวิตช่วงหนึ่งว่างเปล่า
  ไม่มีอะไรให้ใช้ดินสอบันทึกลงสมุด 
  ไม่มีอะไรบอกเล่าให้คนสำคัญรอบกายได้รับฟังในเวลาที่ได้อยู่ร่วมกัน

  ถ้าเป็นอย่างนั้น 
  เงินทองมากมายมหาศาลคุ้มค่าที่จะแลกกันรึเปล่านะ

  ฉันดีใจที่วันนี้ฉันแบ่งเวลากลับมาหยิบดินสอด้ามโปรดและใช้เวลาอยู่กับสมุดโน้ตเล่มหนามากขึ้น
  อย่างน้อยเศษเสี้ยวความคิดและเรื่องราวบางอย่างของฉันก็ยังคงอยู่
  จะได้มีบางอย่างงอกเงยจากเรื่องราวเหล่านั้นได้บ้างในอนาคต

-----------------------------------------------------------------------------

  สวัสดีค่ะ ห่างหายไปนาน ^^
  ตอนนี้กำลังพยายามสร้างวินัยในการอัพบล็อกครั้งที่ร้อย แต่จะพยายามให้สำเร็จ อย่างน้อยก็จะปีใหม่แล้ว (ดูจะไม่เกี่ยวกัน - -)
  สิ้นปียุ่งๆค่ะ ต้องปิดข่าว ปิดคอลัมน์ ปิดสกู๊ป มากมายเตรียมเพื่อนวันหยุดที่จะมาถึง
  ได้หยุดตั้ง 4 วันแน่ะ(ดูน้อยในสายตาคนอื่น เพื่อนได้หยุด 9 วัน อิจฉาเบาๆ -..-)
  จะไปไหนยังไม่รู้ แต่คิดว่าจะอยู่กรุงเทพฯนะคะ ช่วงวัดหยุดยาวกรุงเทพฯคือสวรรค์ของคนรักสงบโดยแท้เลยล่ะค่ะ
  
  เอนทรี่นี้เวิ่นเว้อเสียเยอะแยะ ไม่รู้จะมีใครอ่านมาถึงตรงนี้มั้ย

  ถ้าอ่านมาถึง
  ก็...
  ขอบคุณที่อ่านผ่านตาค่ะ ^^ 
 

Comment

Comment:

Tweet

เดี๋ยวนี้ผมก็เขียนได้ทุกที่เหมือนกันครับ

#2 By Clepsydra:: on 2012-12-28 20:50

นั่นสินะคะ ปุณอ่านแล้วก็นึกถึงสมัยที่เขียนนิยายครั้งแรกลงกับกระดาษ ลงกับสมุด จะดินสอก็ดี ปากกาก็ดี เขียนขยุกขยิก ว่างเป็นเขียน เขียนได้ทุกที่ทุกเวลา เป็นความรู้สึกที่แตกต่างไปอีกแบบ และมีความหมายในอีกแบบนึง 
ไว้พี่มีนอัพบล๊อคอีกนะคะ จะรออ่าน

#1 By ~Miranmasisda~ on 2012-12-27 01:18