ญี่ปุ่น...เตะฝุ่น : Narita Airport - น้ำใจริมทาง
posted on 29 Jul 2009 09:51 by mean-ing in TraveL
ไหล่ซ้ายสะพายกระเป๋า มือขวาถือพาสปอร์ต สองขาสาวอย่างรวดเร็ว
เพราะมีกำหนดที่จะต้องไปถึง guesthouse ตอนห้าโมงครึ่ง...อย่างช้าคือหกโมงครึ่ง
และตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะห้าโมงแล้ว
ฉันเดินไปถึงแผนกตรวจคนเข้าเมือง
มีคนเข้าแถวอยู่ก่อนประมาณสิบคนเท่านั้น...ถือว่าน้อยกว่าคราวที่แล้วมาก
เพราะคราวก่อนฉันรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง
รออยู่ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังมาจากข้างหลัง
ดูเหมือนว่าเครื่องจากอเมริกาจะมาลงพอดี
หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาทีรอบข้างฉันก็เต็มไปด้วยฝรั่งตัวใหญ่ๆ
หัวทองบ้างไม่ทองบ้างคุยกันดังลั่นไปหมด - -
ฉันเป็นคนไม่ชอบเสียงดังๆในที่ที่คนจอแจกันมากๆ
หน้าฉันตอนนั้นคงจะบูดไปหน่อยจนพี่ฝรั่งที่ยืนอยู่ข้างหลังสกิด
"Are you OK?"
"Yes..."
นั่นเป็นการเริ่มบทสนทนาของคนแปลกหน้าที่อาศัยอยู่คนละซีกโลก
เขาชื่อเดวิท เป็นคนอเมริกัน
เขามากันเป็นหมู่คณะ...ไม่ได้มาเที่ยว...มาทำงาน
พอเขาถามฉันและรู้ว่าฉันได้มาเที่ยว
เขายิ้มและพูดเสียยืดยาวว่าน่าอิจฉา...
หากทำงานแล้วคงจะมีอิสระในการเที่ยวน้อยกว่านี้
ฉันเพียงยิ้มตอบ...
อิสระ...คำนี้น่าสนใจ
เราไม่สามารถให้คำจำกัดความคำๆนี้ได้อย่างจริงจังนัก
อาจเพราะขอบเขตของอิสระดูจะกว้างเหลือเกิน...
สำหรับฉัน...
อิสระคือการทำอะไรได้อย่างที่ใจคิด
และฉันก็คิดว่าอิสระไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ยากนัก
มันอยู่ที่ตัวเราเอง...
บางที...เราแค่มองข้ามมันไปเท่านั้นเอง
ฉันแยกจากเดวิทด้วยการจับมือและส่งยิ้มให้กัน
เขาพูดว่า
"Nice to meet you, hope I'll meet you again"
อ่า...เราจะได้เจอกันอีกอย่างนั้นเหรอ...
เส้นทางของเราเพียงแค่มาตัดกันที่นี่ตรงนี้เท่านั้น
ความเป็นไปได้ที่เราจะได้เจอกันอีกที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้
คงเป็นเปอร์เซนต์ที่น้อยมาก
อย่างที่เคยเขียนไว้...การพบกันมันเรื่องมหัศจรรย์
เป็นเรื่องยาก...หากสิ่งที่ยากกว่า
คือการรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้...
ฉันยิ้มให้เดวิท....
ไม่ว่าในอนาคตจะได้เจอกันอีกหรือไม่...
ฉันดีใจที่ช่วงเวลาเพียงสองสามนาทีเราได้คุยกัน...
ฉันผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างง่ายดาย
ด้วยภาษาญี่ปุ่นที่สื่อสารได้พอสมควรและพี่พนักงานสาวสวยใจดี ^.^
ฉันก้มมองนาฬิกา...16.50
อ่ะ...เหลือเวลาอีกสิบนาทีเท่านั้น...ตามเวลาที่กำหนดไว้ในหัว
กระเป๋าอยู่ไหนล่ะนี่ - -"
เดินวนอยู่สองรอบ...ไม่เจอ...
หากตาไปสบกับพี่สาวชาวญี่ปุ่นที่นั่งเครื่องมาด้วยกัน
เราเจอกันตอนเข้าห้องน้ำ
เราค่อยๆยิ้มให้กันแล้วเดินเข้าหาราวกับมีแรงดึงดูด
พี่สาวถามว่ารู้มั้ยว่ากระเป๋าอยู่ที่ไหน...
ฉันตอบไปว่าไม่รู้...
เราสองคนยิ้มแหยๆให้กัน
ขณะที่พนักงานสาวเดินถือป้ายเที่ยวบินออกมาพอดี...
เราสองคนยืนข้างกันรอกระเป๋าที่จะมาตามสายพาน...
ฉันในตอนนั้นคิดแล้วคิดอีกว่าจะไปถึงที่พักทันเวลาเช็คอินหรือไม่
เพราะเวลาที่แจ้งไปตอนจองนั้นคือห้าโมงครึ่งถึงหกโมง
แล้วตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่มาก...
ระหว่างที่คิดอยู่นั้น...ฉันคงเหม่อไป...
รู้สึกตัวอีกที...กระเป๋าตัวเองเลยไปสองเมตรแล้ว... - -"
ค่อยๆพาตัวเองตามกระเป๋าเป้ใบใหญ่นั้นไป....
อ่า...จะไม่ทันแล้ว.... - -
พี่ชายคนเดิม...คนที่หยิบกระเป๋าให้จากช่องวางกระเป๋าบนเครื่องบิน
เขากำลังรอกระเป๋าอยู่เหมือนกัน
พี่ชายคนนั้นมองหน้าฉัน มองกระเป๋า
แขนยาวๆหยิบกระเป๋าขนาดสิบเอ็ดกิโลขึ้นมาอย่างสบายๆ
แล้วยื่นให้...
ฉันรับมา...
"Thank you"
เขาเพียงแค่ยิ้มให้และหันกลับไปสนใจลังของตัวเองต่อ...
ฉันเดินออกจากตรงนั้นพร้อมรอยยิ้ม
ยิ้มกับน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่เขามีให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันอย่างฉัน...
มันน่าดีใจ
คนเราเพียงแค่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กัน
แค่นั้น...ฉันคิดว่าทั้งสองฝ่ายก็มีความสุขแล้ว...
แต่ด้วยโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
เรากลับให้ความสำคัญของ "น้ำใจ" น้อยกว่า "น้ำเงิน"
มันน่าเสียดาย...หากสักวันโลกของเราจะดำเนินต่อไปด้วย "เงิน" เพียงอย่างเดียว...
.
.
.
อยากให้นึกภาพตาม...
ผู้หญิงสูงร้อยหกสิบกว่าๆ รูปร่างท้วมเล็กน้อย
สะพาย backpack ใบใหญ่ และ กระเป๋าสะพายข้างสีส้ม
...ฉัน...
กำลังยืนลังเลว่าจะเดินออกไปทางไหนดี
เพราะหลังจากเดินออกประตูไปแล้วมันดันมีทางแยกสองทาง - -"
เมย์บอกว่าให้ไปเจอกันที่จุดจอดลีมูซีนบัส
เพราะฉะนั้นฉันควรเดินไปทางซ้าย...
แต่ด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง...ฉันหยุดยืนอยู่ตรงนั้น...
.
.
.
"มีนตัน"
อ๊ะ...คนที่จะเรียกอย่างนั้นมีคนเดียว....
ฉันหันไปตามเสียง
เมย์ยืนยิ้มอยู่กับคุณพ่อไม่ไกลนัก
ฉันยิ้มอย่างดีใจรีบเดินเข้าไปหา
ในขณะที่เมย์กระโดดโลดเต้นราวกับไม่ได้เจอกันสิบปี - -
หลังจากเข้าห้องน้ำเรียบร้อย...เราทั้งสามคนเดินลงไปที่สถานีรถไฟ
Guesthouse ที่เราจะไปพักนั้น นั่งรถไฟจากสนามบินนาริตะ 10 นาทีและเดินต่ออีก 15 นาที

(ตั๋ว ณ วันนั้นค่ะ)
หลังจากได้ตั๋วมา...เราคิดกันว่าจะได้ขึ้นรถไฟทันที
แต่...
เราต้องรออีกครึ่งชั่วโมงค่ะ - -
รถไฟมาเป็นรอบ...และเราก็ดันไปตอนที่รถคันทีแล้วเพิ่งออกไป
เราคุยกันว่า เดินอีกแค่สิบห้านาที...ทันหน่า
ขณะกำลังยืนรออยู่...ฉันคิดขึ้นมาได้ว่าต้องโทรหาเพื่อนคุณพ่อทันทีที่มาถึง
เพื่อไม่ให้เขาเป็นห่วง
เพราะคราวนี้ฉันไม่ได้ไปพักกับเขาทันทีเหมือนคราวที่แล้ว...
หลังจากโทรศัพท์คุยจ้อพร้อมบอกเบอร์ของที่พักไปแล้ว...รถไฟก็มาพอดี

คนไม่เยอะเท่าไหร่นัก ที่นั่งว่างๆมีที่วางกระเป๋าและหายใจ
To be con.

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่พร้อมจะสร้างขึ้นได้กับคนบนโลกทุกคน
น่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่สนุกนะครับ
#1 By Clepsydra:: on 2009-07-30 02:35