ไหล่ซ้ายสะพายกระเป๋า มือขวาถือพาสปอร์ต สองขาสาวอย่างรวดเร็ว
เพราะมีกำหนดที่จะต้องไปถึง guesthouse ตอนห้าโมงครึ่ง...อย่างช้าคือหกโมงครึ่ง
และตอนนี้เป็นเวลาเกือบจะห้าโมงแล้ว

ฉันเดินไปถึงแผนกตรวจคนเข้าเมือง
มีคนเข้าแถวอยู่ก่อนประมาณสิบคนเท่านั้น...ถือว่าน้อยกว่าคราวที่แล้วมาก
เพราะคราวก่อนฉันรออยู่เกือบครึ่งชั่วโมง

รออยู่ไม่นานนักเสียงฝีเท้าหนักๆก็ดังมาจากข้างหลัง

ดูเหมือนว่าเครื่องจากอเมริกาจะมาลงพอดี

หลังจากนั้นไม่ถึงหนึ่งนาทีรอบข้างฉันก็เต็มไปด้วยฝรั่งตัวใหญ่ๆ
หัวทองบ้างไม่ทองบ้างคุยกันดังลั่นไปหมด - -

ฉันเป็นคนไม่ชอบเสียงดังๆในที่ที่คนจอแจกันมากๆ
หน้าฉันตอนนั้นคงจะบูดไปหน่อยจนพี่ฝรั่งที่ยืนอยู่ข้างหลังสกิด

"Are you OK?"
"Yes..."

นั่นเป็นการเริ่มบทสนทนาของคนแปลกหน้าที่อาศัยอยู่คนละซีกโลก

เขาชื่อเดวิท เป็นคนอเมริกัน
เขามากันเป็นหมู่คณะ...ไม่ได้มาเที่ยว...มาทำงาน

พอเขาถามฉันและรู้ว่าฉันได้มาเที่ยว
เขายิ้มและพูดเสียยืดยาวว่าน่าอิจฉา...
หากทำงานแล้วคงจะมีอิสระในการเที่ยวน้อยกว่านี้

ฉันเพียงยิ้มตอบ...

อิสระ...คำนี้น่าสนใจ
เราไม่สามารถให้คำจำกัดความคำๆนี้ได้อย่างจริงจังนัก
อาจเพราะขอบเขตของอิสระดูจะกว้างเหลือเกิน...

สำหรับฉัน...
อิสระคือการทำอะไรได้อย่างที่ใจคิด
และฉันก็คิดว่าอิสระไม่ใช่สิ่งที่จะหาได้ยากนัก
มันอยู่ที่ตัวเราเอง...
บางที...เราแค่มองข้ามมันไปเท่านั้นเอง

ฉันแยกจากเดวิทด้วยการจับมือและส่งยิ้มให้กัน
เขาพูดว่า
"Nice to meet you, hope I'll meet you again"

อ่า...เราจะได้เจอกันอีกอย่างนั้นเหรอ...

เส้นทางของเราเพียงแค่มาตัดกันที่นี่ตรงนี้เท่านั้น
ความเป็นไปได้ที่เราจะได้เจอกันอีกที่ไหนสักแห่งบนโลกใบนี้
คงเป็นเปอร์เซนต์ที่น้อยมาก

อย่างที่เคยเขียนไว้...การพบกันมันเรื่องมหัศจรรย์
เป็นเรื่องยาก...หากสิ่งที่ยากกว่า
คือการรักษาความสัมพันธ์นั้นไว้...

ฉันยิ้มให้เดวิท....
ไม่ว่าในอนาคตจะได้เจอกันอีกหรือไม่...
ฉันดีใจที่ช่วงเวลาเพียงสองสามนาทีเราได้คุยกัน...



ฉันผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองได้อย่างง่ายดาย
ด้วยภาษาญี่ปุ่นที่สื่อสารได้พอสมควรและพี่พนักงานสาวสวยใจดี ^.^


ฉันก้มมองนาฬิกา...16.50
อ่ะ...เหลือเวลาอีกสิบนาทีเท่านั้น...ตามเวลาที่กำหนดไว้ในหัว

กระเป๋าอยู่ไหนล่ะนี่ - -"

เดินวนอยู่สองรอบ...ไม่เจอ...
หากตาไปสบกับพี่สาวชาวญี่ปุ่นที่นั่งเครื่องมาด้วยกัน
เราเจอกันตอนเข้าห้องน้ำ

เราค่อยๆยิ้มให้กันแล้วเดินเข้าหาราวกับมีแรงดึงดูด
พี่สาวถามว่ารู้มั้ยว่ากระเป๋าอยู่ที่ไหน...
ฉันตอบไปว่าไม่รู้...

เราสองคนยิ้มแหยๆให้กัน
ขณะที่พนักงานสาวเดินถือป้ายเที่ยวบินออกมาพอดี...

เราสองคนยืนข้างกันรอกระเป๋าที่จะมาตามสายพาน...

ฉันในตอนนั้นคิดแล้วคิดอีกว่าจะไปถึงที่พักทันเวลาเช็คอินหรือไม่
เพราะเวลาที่แจ้งไปตอนจองนั้นคือห้าโมงครึ่งถึงหกโมง
แล้วตอนนี้ก็เหลือเวลาอีกเพียงไม่มาก...

ระหว่างที่คิดอยู่นั้น...ฉันคงเหม่อไป...
รู้สึกตัวอีกที...กระเป๋าตัวเองเลยไปสองเมตรแล้ว... - -"

ค่อยๆพาตัวเองตามกระเป๋าเป้ใบใหญ่นั้นไป....
อ่า...จะไม่ทันแล้ว.... - -

พี่ชายคนเดิม...คนที่หยิบกระเป๋าให้จากช่องวางกระเป๋าบนเครื่องบิน
เขากำลังรอกระเป๋าอยู่เหมือนกัน

พี่ชายคนนั้นมองหน้าฉัน  มองกระเป๋า
แขนยาวๆหยิบกระเป๋าขนาดสิบเอ็ดกิโลขึ้นมาอย่างสบายๆ
แล้วยื่นให้...

ฉันรับมา...
"Thank you"

เขาเพียงแค่ยิ้มให้และหันกลับไปสนใจลังของตัวเองต่อ...

ฉันเดินออกจากตรงนั้นพร้อมรอยยิ้ม

ยิ้มกับน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่เขามีให้คนที่ไม่เคยรู้จักกันอย่างฉัน...

มันน่าดีใจ
คนเราเพียงแค่หยิบยื่นความช่วยเหลือให้กัน
แค่นั้น...ฉันคิดว่าทั้งสองฝ่ายก็มีความสุขแล้ว...

แต่ด้วยโลกที่เปลี่ยนแปลงไป
เรากลับให้ความสำคัญของ "น้ำใจ" น้อยกว่า "น้ำเงิน"

มันน่าเสียดาย...หากสักวันโลกของเราจะดำเนินต่อไปด้วย "เงิน" เพียงอย่างเดียว...


.
.
.
อยากให้นึกภาพตาม...
ผู้หญิงสูงร้อยหกสิบกว่าๆ รูปร่างท้วมเล็กน้อย
สะพาย backpack ใบใหญ่ และ กระเป๋าสะพายข้างสีส้ม

...ฉัน...
กำลังยืนลังเลว่าจะเดินออกไปทางไหนดี
เพราะหลังจากเดินออกประตูไปแล้วมันดันมีทางแยกสองทาง - -"

เมย์บอกว่าให้ไปเจอกันที่จุดจอดลีมูซีนบัส
เพราะฉะนั้นฉันควรเดินไปทางซ้าย...

แต่ด้วยลางสังหรณ์บางอย่าง...ฉันหยุดยืนอยู่ตรงนั้น...

.
.
.
"มีนตัน"

อ๊ะ...คนที่จะเรียกอย่างนั้นมีคนเดียว....

ฉันหันไปตามเสียง
เมย์ยืนยิ้มอยู่กับคุณพ่อไม่ไกลนัก

ฉันยิ้มอย่างดีใจรีบเดินเข้าไปหา
ในขณะที่เมย์กระโดดโลดเต้นราวกับไม่ได้เจอกันสิบปี - -


หลังจากเข้าห้องน้ำเรียบร้อย...เราทั้งสามคนเดินลงไปที่สถานีรถไฟ
Guesthouse ที่เราจะไปพักนั้น นั่งรถไฟจากสนามบินนาริตะ 10 นาทีและเดินต่ออีก 15 นาที

(ตั๋ว ณ วันนั้นค่ะ)

หลังจากได้ตั๋วมา...เราคิดกันว่าจะได้ขึ้นรถไฟทันที
แต่...

เราต้องรออีกครึ่งชั่วโมงค่ะ - -

รถไฟมาเป็นรอบ...และเราก็ดันไปตอนที่รถคันทีแล้วเพิ่งออกไป

เราคุยกันว่า เดินอีกแค่สิบห้านาที...ทันหน่า


ขณะกำลังยืนรออยู่...ฉันคิดขึ้นมาได้ว่าต้องโทรหาเพื่อนคุณพ่อทันทีที่มาถึง
เพื่อไม่ให้เขาเป็นห่วง

เพราะคราวนี้ฉันไม่ได้ไปพักกับเขาทันทีเหมือนคราวที่แล้ว...

หลังจากโทรศัพท์คุยจ้อพร้อมบอกเบอร์ของที่พักไปแล้ว...รถไฟก็มาพอดี



คนไม่เยอะเท่าไหร่นัก ที่นั่งว่างๆมีที่วางกระเป๋าและหายใจ



To be con.

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มิตรภาพเกิดขึ้นได้ทุกที่

เช่นเดียวกับความสัมพันธ์ที่พร้อมจะสร้างขึ้นได้กับคนบนโลกทุกคน

น่าจะเป็นการท่องเที่ยวที่สนุกนะครับHot! Hot!

#1 By Clepsydra:: on 2009-07-30 02:35

โอ้ว.. รอลุ้นการผจญภัยของสองสาวต่อไป..

มีนเขียนซะน่าติดตามเชียว น่าสนุกดีจัง อ่านแล้วติดนะเนี่ย
เดี๋ยวอ่านๆไปก็จะเกิดอาการลงแดงอยากไปบ้าง..แต่ชีวิตนี้เพิ่งเคยไปต่างประเทศครั้งเดียว จะรอดมั้ยไม่รู้สิopen-mounthed smile

#2 By AriYasha on 2009-07-30 12:59


อ๊า ..
คิดถึงจังเลยยย บรรยากาศแบบนี้

คิดถึงรถไฟตอนดึกๆที่ไม่ค่อยมีคนด้วย
เคยนอนเยียดยาวทั้งเบาะเลย ฮะฮ่า

#3 By :: SKYPIA ☆ on 2009-07-30 19:47

น่าสนุกชะมัดเลย อยากไปมั่ง

#4 By poji (58.8.235.102) on 2009-07-31 00:34

เป็นเรื่องมหัศจรรย์ที่เราได้พบกัน


อุ อึน เม อิ วะ โน เฟค

(ทรี ทู วัน)


อะอ่ะแอ้ว..บีทบ็อกซ์ของพี่ยูมีอะไรมั่งอ่ะ ปี๊สปะ"อึ้น"???

#5 By T4tZl_lK1 on 2009-08-01 01:36

พี่ฝรั่งคนนั้นช่างดีจริงๆ ขอเบอร์เลย ฮ่าๆๆๆๆๆ

#6 By Tah (125.25.6.119) on 2009-08-03 23:19