“พี่มาก..พระโขนง” และ “คู่กรรม”
ว่าด้วยการตีความใหม่
----------------

  ถือว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่วงการภาพยนตร์ไทยที่ซบเซาลงมากในปีที่แล้วกลับมากระเตื้องขึ้นอย่างมากอีกครั้ง ด้วยภาพยนตร์ 2 เรื่องที่เป็นที่พูดถึงอย่างต่อเนื่องไม่มีหยุด ณ ขณะนี้ “พี่มาก..พระโขนง” และ “คู่กรรม”

  และอย่างที่ได้เห็นผ่านข่าวคราวและกระแสทั้งปากต่อปากและโซเชี่ยลเน็ตเวิร์กก็คงรู้ว่า เรื่องแรกมาแรงกว่ามากขนาดไหน

  เพราะถึงขณะนี้ที่กำลังเขียนถึงอยู่ก็ทำรายได้ไปแล้วกว่า 260 ล้านบาท และไม่มีทีท่าว่าจะหยุดทำรายได้ และอาจมีสิทธิ์แตะ 300 – 400 ล้านบาท
  ในขณะที่เรื่องหลังคงจะหืดขึ้นคอพอดูกับการวิ่งไปสู่หลัก 100 ล้าน ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วคิดว่าไม่น่าจะถึง

   ทั้ง 2 เรื่องในความรู้สึกเราเป็นแบบนี้ค่ะ



  “พี่มาก..พระโขนง” งานกำกับของ โต้ง – บรรจง ปิสัญธนะกูล จากค่าย GTH หยิบเราเรื่องราวตำนานความรักความเฮี้ยนของ “แม่นากพระโขนง” ขึ้นมาปัดฝุ่นทำใหม่ ซึ่งไม่ต้องบอกก็คงรู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร เพราะเราต่างก็คุ้นชินกันดีจากการบอกเล่าผ่านทั้งภาพยนตร์และละครมาหลายครั้งหลายคราอย่างต่อเนื่อง

  โดยครั้งนี้ผู้กำกับเลือกหันเหเรื่องไปทาง “พี่มาก” สามีสุดรักของ “แม่นาก” ทั้งยังเพิ่มตัวละครเข้าไปอีก 4 ตัว คือแก๊งเพื่อนพี่มากอันได้แก่ “เต๋อ”, “ชิน”, “เผือก” และ “เอ” ที่มีบทบาทของการพยายามบอกให้เพื่อนสนิทไอ้มาร์ค(หรือไอ้มาก)ได้รู้ว่าเมียตัวเองเป็นผี

  นำเสนอออกมาในรูปแบบที่เรียกว่าเป็นหนังผี-คอมเมดี้-โรแมนติก แหวกแนวความน่ากลัวหลอนหลอกแบบที่ “นางนาก” ของ อุ๋ย – นนทรีย์ นิมิบุตร เคยทำไว้ ก็แค่การเปลี่ยนแม่นากเป็นสาวลูกครึ่งตาโต ใหม่ – ดาวิกา โฮร์เน่ และให้หนุ่มลูกครึ่งอีกคน มาริโอ้ เมาเร่อ มาเป็นพี่มาก

  ความน่าชื่นชมของภาพยนตร์เรื่องนี้คือการสร้างโลกใหม่ให้ตัวละครทั้งหมดที่กล่าวมาเข้าไปอยู่ในนั้นได้โดยไม่ประดัดประเดิด ในขณะเดียวกันก็ไม่ตกหล่นในรายละเอียดเล็กๆน้อยๆของสิ่งที่เคยได้ยินได้ฟังกันมา สร้างความเฮฮาแบบหัวเราะจนปวดท้อง(ถึงแม้บางมุขจำไม่ใหม่) หลอนจนสะดุ้ง(ถึงแม้เราจะรู้อยู่บ้างแล้วว่าจะหลอนยังไง) ซึ้งจนน้ำตาไหลกับความรักของพวกเขา

  แม้จะดูไม่เข้ากันแต่ต้องชื่นชมคนเขียนบทและผู้กำกับที่ผสมผสานทุกอารมณ์ได้กลมกล่อม  ถึงแม้ว่ามีช่วงที่เนือยไปบ้าง และภาพที่ออกมาน่าจะสวยได้กว่านี้ก็ตาม

  แต่ก็ดูแล้วมีความสุขตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง



  ฝั่ง “คู่กรรม” งานกำกับของ เรียว - กิตติกร เลียวศิริกุล ค่าย M๓๙ นำนวนิยายอมตะชื่อดังของทมยันตีมาตีความใหม่ หากแน่นอนยังวาด้วยเรื่องราวของ “โกโบริ” ทหารหนุ่มญี่ปุ่นที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง และได้พบรักกับสาวไทยใจแข็ง “อังศุมาลิน”

  ครั้งนี้ต้องชื่นชมในความกล้าของผู้กำกับที่นำเรื่องราวโรแมนติกดราม่ามาเลือกตีความให้เป็นโรแมนติกวัยใส ถ่ายทอดในมุมมองของฝ่ายชาย และใส่ความเป็นวัยรุ่นเข้าไปในเรื่อง ชื่นชมในความพยายามและตั้งใจที่จะแหวกในสิ่งที่เคยเห็นและเป็นมา
  เรียกว่าไม่เดินตามรอยคู่กรรมเวอร์ชั่นอื่นๆที่เคยทำมา

  หากตัวผู้กำกับพูดเองว่าเขาไม่อยากทำ 500 หน้าแรกของนวนิยายเรื่องนี้ ซึ่งกลับกลายเป็นว่าส่งผลให้บทที่ออกมามีโครงสร้างไม่แข็งแรง ด้วยไร้การปูพื้นฐานเรื่องราวโดยรอบให้คนดูเข้าใจเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในยุคสมัยนั้น อันส่งผลกระทบต่อชีวิตของตัวเองทั้งสองของเรื่องโดยตรง หนังบอกผลของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ไร้ซึ่งการบอกเล่าเหตุที่ทำให้เกิดผลเหล่านั้น
  กลายเป็นจุดด้อยของการตีความใหม่ครั้งนี้ไปโดยปริยาย

  คนดูจึงไม่อินกับตัวละครและเรื่องราวที่เกิดขึ้นในโลกของคู่กรรมได้อย่างเต็มที่ ทั้งยังรู้สึกอึดอัดกับบางสิ่งที่หนังควรสื่อแต่กลับส่งออกมาได้ไม่ถึงคนดู ยิ่งผสมผสานกับการตัดต่อที่กระโดกกระเดกทำให้อารมณ์ที่ควรจะคล้อยตามสะดุดเอาดื้อๆ

  ขณะที่อังศุมาลิน ริชชี่ – อรเณศ ดีคาบาเลส ที่ถึงจะแสดงใช้ได้สำหรับเรื่องแรก แต่เธอก็ยังไม่สามารถเข้าถึงความซับซ้อนทางอารมณ์ของตัวละครได้ เธอจึงยังไม่ใช่อังศุมาลินที่แท้จริง (ทั้งนี้ทั้งนั้นเราไม่โทษริชชี่ แต่คนที่จับริชชี่มายืนอยู่ในจุดนี้นี่น่าคิด)

  คนคนเดียวที่โอบอุ้มภาพยนตร์เรื่องนี้ไว้ด้วยฝีมือการแสดงที่โดดเด่นกลับเป็นโกโบริ ณเดชน์ คูกิมิยะ ที่สามารถถ่ายทอดทุกความรู้สึกของตัวละครออกมาได้อย่างชัดเจน และเป็นโกโบริในแบบที่ควรจดจำ

  แต่เพราะเทน้ำหนักไปที่ความมีมิติของตัวละครทั้งหมดไปที่ณเดชน์หรือไรไม่ทราบ ตัวละครประกอบรอบข้างทั้ง พ่อแม่ของอังศุมาลิน, ตาผล, ตาบัว และคนอื่นๆ กลับแบนราบด้วยมิติและแสดงได้ไม่ต่างจากนักแสดงฝึกหัด

  แม้หนังจะมีข้อดีที่การแสดงของณเดชน์ ภาพที่ถ่ายออกมาสวยงาม และโปรดักชั่นใหญ่ในหลายฉาก แต่ข้อดีที่กล่าวมากลับไม่สามารถประกอบร่างรวมกันบนพื้นฐานของบทที่อ่อนด้อยให้ออกมาเป็นภาพยนตร์ที่สามารถเอ่ยได้เต็มปากว่าน่าชื่นชม (ส่วนฉากเลิฟซีนที่หลายคนชื่นชม เราก็ชอบนะ แต่ถ้าได้ดูหนังต่างประเทศหลายๆเรื่องก็จะรู้ว่ามันไม่ใหม่เลย)


  ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ใช่ว่าจะเข้าข้างเรื่องแรกอย่างไม่ลืมหูลืมตา และไม่ชอบเรื่องหลังอย่างอยากจะสาปส่ง

  และสามารถเอ่ยได้จากความสัตย์จริงเลยว่าดูทั้งสองเรื่องด้วยหัวใจที่เปิดกว้างยิ่งกว่าดวงตา ไม่ยึดติดกับบทประพันธ์หรืออะไรทั้งนั้น (และเชื่อว่าตัวเองมีรสนิยมพอในการชมภาพยนตร์ที่มากกว่าผี-ตลกอย่างที่หลายคนค่อนขอดว่าคนไทยไม่ดูหนังอะไรนอกจากผี-ตลก)
  ด้วยเคารพเหตุผลของ “การตีความใหม่” ของคนสร้างงาน (ในฐานะคนสร้างงานคนหนึ่งเช่นกัน)

  ภาพยนตร์ทั้ง 2 เรื่องเป็นภาพยนตร์ที่เราทุกคนต่างรู้ตอนจบ ดังนั้นตีความใหม่เล่าเรื่องใหม่อย่างไรให้คนดูสนุกและอินไปกับเรื่องราวทั้งหมดได้นั้นไม่ใช่งานง่าย และต้องขอชื่นชมทีมงานจากใจจริงว่าทุกคนมีความพยายามและความกล้าหาญอย่างยิ่งที่สร้างสรรค์สิ่งใหม่ในสิ่งเก่าให้ออกมา ทั้งๆที่ย่อมรู้อยู่แล้วว่ามีโอกาสถูกก้อนหินปาใส่มากกว่ายื่นดอกไม้ให้

  โดยส่วนตัวแล้วเห็นว่าการตีความใหม่และเล่าเรื่องในแบบใหม่ๆนั้นเป็นสิ่งที่จะทำให้งานหลายสิ่งหลายอย่างก้าวต่อไปข้างหน้าได้ หากการตีความใหม่ก็จำเป็นเหลือเกินที่ต้องไม่ทิ้งแก่นและมิติของเรื่องราวที่เกิดขึ้นโดยรอบ แม้จะลดทอนให้น้อยลงแต่ต้องไม่หายไป ไม่เช่นนั้นคนดูจะไม่รู้สึกมีอารมณ์ร่วมได้เลย

  “พี่มาก..พระโขนง” เป็นงานที่น่าสนุก
  “คู่กรรม” เป็นงานที่น่าศึกษา

  ดังนั้นพึงใจไปดูเรื่องไหนก็ตีตั๋วเข้าไปดูเถอะค่ะ อุดหนุนภาพยนตร์ไทยให้อุตสาหกรรมในภาพรวมกระเตื้องขึ้น จะได้มีคนกล้าทำภาพยนตร์ดีๆให้คนดูหนังอย่างเราได้ดูกันต่อไป

----------------------------- 

  ส่วนตัวดูหนังมาเยอะพอสมควรค่ะ และมีโอกาสเข้าไปอยู่ในกระบวนการของการสร้างภาพยนตร์อยู่เรื่อยๆ (ในฐานะอื่นที่ไม่ใช่นักข่าว) เรารู้มากเลยว่ากว่าหนังหนึ่งเรื่องจะออกมาต้องเหนื่อยขนาดไหน 

  ที่เขียนบล็อกครั้งนี้ก็ไม่ได้มีโอกาสจะบั่นทอนกำลังใจคนทำหนังแต่อย่างใด แต่นี่คือความคิดเห็นหนึ่งจากคนดูหนังคนหนึ่งที่ดูหนังเรื่องหนึ่งอย่างไม่มีอคติใดทั้งสิ้น

  ขอบคุณคนที่อ่านมาถึงตอนนี้นะคะ(จะมีไหมแก - -)
 
  ขอบคุณทุกคนที่อ่านผ่านตาค่ะ :)

------------------------------

ป.ล.ทั้ง 2 เรื่องจขบ.เคยเขียนลงนสพ.มติชนแแล้วค่ะ ดังนั้นหากเห็นคล้ายกันไม่ได้ลอกมานะคะ เพราะคนเขียนคนเดียวกัน
ป.ล.2 ไม่ค่อยได้อัพ อัพทียาวตลอด ;P
ป.ล.3  Twitter & IG = @meengeywalin